รูปแบบบริหารการนิเทศด้วยเครือข่ายความร่วมมือ นิเทศสามเส้า เพื่อส่งเสริมทักษะ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูชายแดนใต้สังกัด สพป.สงขลา เขต 3
Home › ฟอรั่ม › บทคัดย่อ › รูปแบบบริหารการนิเทศด้วยเครือข่ายความร่วมมือ นิเทศสามเส้า เพื่อส่งเสริมทักษะ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูชายแดนใต้สังกัด สพป.สงขลา เขต 3
ติดป้ายกำกับ: N-CORE Model, การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning), การนิเทศการศึกษา, นิเทศสามเส้า, เครือข่ายความร่วมมือ
- This topic has 0 ข้อความตอบกลับ, 1 เสียง, and was last updated 3 weeks, 5 days มาแล้ว by
มนตรี มะสมัน.
-
ผู้เผยแพร่บทคัดย่อ
-
13 มกราคม 2026 เวลา 8:38 am #16102
ชื่อผู้ศึกษา ธัญชนก บรรยง
ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3
หน่วยงาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3
ปีการศึกษา 2567
บทคัดย่อ
รูปแบบบริหารการนิเทศด้วยเครือข่ายความร่วมมือ “นิเทศสามเส้า” เพื่อส่งเสริมทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูชายแดนใต้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัย ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการ และแนวทางการบริหารการนิเทศด้วยเครือข่ายความร่วมมือ “นิเทศสามเส้า” เพื่อส่งเสริมทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูชายแดนใต้ 2) เพื่อสร้างและตรวจสอบรูปแบบบริหารการนิเทศด้วยเครือข่ายความร่วมมือ “นิเทศสามเส้า” เพื่อส่งเสริมทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูชายแดนใต้ 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบบริหารการนิเทศด้วยเครือข่ายความร่วมมือ “นิเทศสามเส้า” เพื่อส่งเสริมทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูชายแดนใต้ และ 4) เพื่อประเมินรูปแบบบริหารการนิเทศด้วยเครือข่ายความร่วมมือ “นิเทศสามเส้า” เพื่อส่งเสริมทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูชายแดนใต้ วิธีดำเนินการวิจัย แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ตัวแทนคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผล ตัวแทนรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ตัวแทนศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการโรงเรียน ครูผู้สอน และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการบริหารการนิเทศด้วยเครือข่ายความร่วมมือ “นิเทศสามเส้า” เพื่อส่งเสริมทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูชายแดนใต้ โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกการสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัย แบบบันทึกการประชุมรับฟังความคิดเห็น แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการประชุมระดมสมอง แบบรายงานการดำเนินการทดลองใช้รูปแบบ และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น
ผลการวิจัย พบว่า
- 1. การศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการ และแนวทางการบริหารการนิเทศด้วยเครือข่ายความร่วมมือ “นิเทศสามเส้า” เพื่อส่งเสริมทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูชายแดนใต้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 พบประเด็นท้าทายสำคัญ ได้แก่ การจัดการเรียนรู้ที่ยังเน้นครูเป็นศูนย์กลาง ความจำกัดด้านศึกษานิเทศก์ และความต่อเนื่องของการนิเทศ รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลการนิเทศที่ยังไม่เป็นระบบ ผลการศึกษาสภาพที่เป็นจริง สภาพที่พึงประสงค์ พบว่า สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ระดับมาก (= 64, S.D.= 0.42) ขณะที่ สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.54, S.D.= 0.44) และเมื่อจัดลำดับความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) พบว่า แนวทางการนิเทศ, เครือข่ายความร่วมมือ, แนวทางการพัฒนาครูชายแดนใต้, และการสนับสนุนการเรียนรู้เชิงรุกของครูเป็นด้านที่ต้องพัฒนาเร่งด่วนที่สุด (PNI<sub>modi</sub><sub>fied </sub>= 0.53, 0.52, 0.43 และ 0.38 ตามลำดับ) ผลการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิสังเคราะห์แนวทางได้ 13 ประเด็น โดยจำแนกเป็น 8 ประเด็นด้านโครงสร้างของรูปแบบ และ 5 ประเด็นด้านระบบสนับสนุนสำคัญ
- การสร้างและตรวจสอบรูปแบบบริหารการนิเทศด้วยเครือข่ายความร่วมมือ “นิเทศสามเส้า” เพื่อส่งเสริมทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูชายแดนใต้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 พบว่า รูปแบบบริหารการนิเทศด้วยเครือข่ายความร่วมมือฯ ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) ทิศทาง (2) ระบบและกลไก (3) ปัจจัยนำเข้า (4) กระบวนการปฏิบัติการ (5) ผลการดำเนินการ และ (6) เงื่อนไขความสำเร็จ พร้อมจัดทำคู่มือการใช้รูปแบบฯ ประกอบด้วยสามส่วนสำคัญ ได้แก่ ส่วนที่ 1 บทนำ ส่วนที่ 2 รูปแบบบริหารการนิเทศด้วยเครือข่ายความร่วมมือ “นิเทศสามเส้า” ฯ และส่วนที่ 3 แนวทางการใช้รูปแบบฯ ผลการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า รูปแบบฯ และคู่มือมีความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์และความเหมาะสม ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (รูปแบบฯ = 4.59, S.D.= 0.45; คู่มือ = 4.58 S.D.= 0.47) ข้อเสนอแนะเชิงคุณภาพชี้ว่า ควรเพิ่มความชัดเจนของที่มาและหลักการของรูปแบบ พัฒนากลไกการขับเคลื่อนและการประเมินผลให้ครอบคลุมหลายมิติ และเสริมระบบสนับสนุน โดยเฉพาะแพลตฟอร์มบันทึกออนไลน์และแผนภาพขั้นตอน เพื่อยกระดับความต่อเนื่องและความยั่งยืนของเครือข่าย
- การทดลองใช้รูปแบบบริหารการนิเทศด้วยเครือข่ายความร่วมมือ “นิเทศสามเส้า” เพื่อส่งเสริมทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูชายแดนใต้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 พบว่า การขับเคลื่อนรูปแบบดำเนินอย่างเป็นระบบตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2566 ต่อเนื่องถึงปีการศึกษา 2567 (พฤษภาคม 2567–มีนาคม 2568) ภายใต้โครงสร้าง N-CORE Model ควบคู่วงจร PDCA และกลไกนิเทศสามเส้า โดยจัดตั้งเครือข่ายจำนวน 63 กลุ่ม ครอบคลุม 193 โรงเรียน (ร้อยละ 100) ดำเนินการนิเทศรวม 5,009 ครั้ง และครูได้รับการนิเทศ 3,362 จาก 3,462 คน (ร้อยละ 97.11) ผลการประเมินระดับทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน (+0.36) และผลการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิต่อประสิทธิผลของรูปแบบฯ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.64, S.D.= 0.45) นอกจากนี้ ยังปรากฏผลลัพธ์เชิงบวกต่อผู้เรียน ครู สถานศึกษา และเขตพื้นที่ รวมถึงการสนับสนุนจากภาคีเครือข่าย/ชุมชนอย่างต่อเนื่อง
4. การประเมินรูปแบบบริหารการนิเทศด้วยเครือข่ายความร่วมมือ “นิเทศสามเส้า” เพื่อส่งเสริมทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูชายแดนใต้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 พบว่า ความเป็นประโยชน์ของรูปแบบฯ (Utility Standards) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.65, S.D.= 0.52) และความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบฯ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน (= 4.70, S.D.= 0.44) สะท้อนว่ารูปแบบฯ มีความเหมาะสมต่อการนำไปใช้จริง และสนับสนุนการยกระดับคุณภาพการนิเทศเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในบริบทพื้นที่ชายแดนใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-
ผู้เผยแพร่บทคัดย่อ
- You must be logged in to reply to this topic.





